
ฟิลเลอร์ที่ดูเหมือนกันทุกยี่ห้อ จริง ๆ แล้วต่างกันตั้งแต่โครงสร้างข้างใน — และจุดที่ฉีดต่างหากเป็นตัวเลือกว่าจะใช้แบบไหน
หลายคนคิดว่าฟิลเลอร์คือ 'สารเติมเต็ม' เหมือนกันหมดทุกยี่ห้อ แต่ความจริงคือ ฟิลเลอร์มีสองโครงสร้างหลักที่ให้ผลต่างกันคนละแบบ — และหมอที่ดีต้องเลือกให้ตรงกับจุดที่จะฉีด ไม่ใช่เลือกอย่างเดียวไปทุกที่
- ฟิลเลอร์ Monophasic และ Biphasic คืออะไร?
- ฟิลเลอร์ทั้งสองแบบช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง?
- เหมาะกับใคร? ใครไม่ควรทำ?
- Monophasic vs Biphasic ต่างกันอย่างไร?
- ราคาเท่าไร? ใช้กี่ CC/ยูนิต?
- กี่วันเห็นผล? อยู่ได้นานแค่ไหน?
- เจ็บไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
- ดูแลตัวเองหลังทำอย่างไร?
- ทำฟิลเลอร์ที่พิษณุโลก — de Pry Clinic
- คำถามที่พบบ่อย
ฟิลเลอร์แบบ Monophasic เป็นเนื้อเจลละเอียดกลืนไปกับผิวได้ดีมาก เหมาะกับจุดผิวบางเช่น ใต้ตา หรือริมฝีปาก ส่วนแบบ Biphasic จะมีเม็ดเจลผสมอยู่ข้างใน ช่วยดันเนื้อผิวและสร้างทรงได้แข็งแรง เหมาะกับจุดที่ต้องการความคมชัดเช่น คาง ขมับ หรือร่องแก้มลึกครับ
ฟิลเลอร์ Monophasic และ Biphasic คืออะไร?
เวลาคนไข้เดินเข้ามาถามหมอว่า "หมอคะ ทำไมฟิลเลอร์ยี่ห้อนี้ฉีดแล้วดูเรียบเนียนเป็นธรรมชาติจัง แต่อีกยี่ห้อทำไมจับแล้วรู้สึกแน่น ๆ เป็นทรงชัดเจน" หมอจะอธิบายให้ฟังง่าย ๆ แบบนี้ครับว่า มันขึ้นอยู่กับโครงสร้างโมเลกุลข้างใน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบหลัก ๆ คือ Monophasic และ Biphasic ครับ
ฟิลเลอร์แบบ Monophasic มีหน้าตาโครงสร้างเป็นอย่างไร?
ให้นึกภาพถึง "วุ้นเส้นเนียนละเอียดที่ต้มจนนิ่มเป็นเนื้อเดียวกัน" ครับ ฟิลเลอร์แบบ Monophasic (โมโนเฟสิก) คือเจลไฮยาลูรอนิกแอซิด (HA) ที่มีความหนาแน่นเท่ากันหมดทั้งหลอด ไม่มีเม็ดเจลแยกตัวออกมาเลย ข้อดีคือกระจายตัวง่าย เรียบเนียน ไม่จับตัวเป็นก้อนใต้ผิว เหมาะกับการเติมเต็มผิวชั้นตื้น ๆ ครับ
ฟิลเลอร์แบบ Biphasic มีคุณสมบัติพิเศษอะไรบ้าง?
ส่วนแบบ Biphasic (ไบเฟสิก) ให้จินตนาการถึง "ไข่มุกเม็ดจิ๋ว ๆ ที่แช่อยู่ในวุ้นเหลว" ครับ มันคือการเอาเม็ดเจลที่มีความแข็งปานกลางมารวมกัน แล้วใช้เจลเหลวเป็นตัวนำทางเวลาฉีด ข้อดีคือช่วยพยุงผิวที่ยุบตัวได้ดีมาก ตั้งทรงสวย และทนต่อแรงกดทับของกล้ามเนื้อเวลาเราขยับหน้าได้ดีครับ
ไม่มีโครงสร้างแบบไหนที่ดีกว่ากันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ เหมือนเราเลือกใช้พู่กันระบายสีระบายพื้นหลัง กับใช้ดินสอตัดเส้นนั่นแหละครับ จุดที่ต้องการความละมุนเราใช้แบบเนื้อเดียว (Monophasic) ส่วนจุดที่ต้องการโครงสร้างชัดเจนเราใช้แบบเนื้อเม็ด (Biphasic) ครับ
ฟิลเลอร์ทั้งสองแบบช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง?
มีข้อสงสัย? หมอ Time ดูแลเฉพาะบุคคล ปรึกษาฟรี ไม่ยัดเยียดคอร์ส
ปรึกษาผ่าน LINEถ้าคนไข้กังวลเรื่องริ้วรอยเล็ก ๆ หรืออยากให้ปากดูอวบอิ่มน่าจุ๊บ หมอจะเลือกใช้เนื้อเจลแบบหนึ่ง แต่ถ้าอยากปรับโครงสร้างหน้าให้ดูมีมิติ เช่น คางยาวขึ้น หรือขมับเต็มขึ้น หมอก็จะใช้อีกแบบหนึ่งเพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาผิวหน้าได้ตรงจุดที่สุดครับ
ฉีดใต้ตาหรือปาก ทำไมหมอถึงแนะนำแบบเนื้อเนียน?
ใต้ตาและปากเป็นบริเวณที่ผิวบางมากและมีการขยับตัวเคลื่อนไหวตลอดเวลาครับ หากเราใช้ฟิลเลอร์เนื้อเม็ด (Biphasic) ไปฉีดใต้ตา เวลาเรายิ้มหรือกะพริบตา ผิวอาจจะนูนขึ้นมาเห็นเป็นก้อน ๆ แข็ง ๆ ดูไม่เป็นธรรมชาติ หมอจึงเลือกใช้ Monophasic ที่มีความยืดหยุ่นสูงและกลืนไปกับชั้นผิวเพื่อความเป็นธรรมชาติสูงสุดครับ
- Monophasic (เนื้อเรียบเนียน): เหมาะสำหรับแก้ปัญหาริ้วรอยตื้น ๆ, เติมใต้ตาที่ดูลึกคล้ำให้กลับมาดูสดใส, เติมริมฝีปากอวบอิ่ม
- Biphasic (เนื้อเจลผสมเม็ด): เหมาะสำหรับเติมขมับตอบ, แก้ปัญหาคางสั้นเพื่อปรับรูปหน้าเรียว, ดึงมิติแก้มส้ม และแก้ปัญหาร่องแก้มลึกจากกระดูกทรุดตัว
เหมาะกับใคร? ใครไม่ควรทำ?
หมอมักจะประเมินใบหน้าและสภาพผิวของคนไข้อย่างละเอียดก่อนฉีดเสมอ เพราะชั้นผิวและความหนาบางของผิวแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยครับ
คนไข้กลุ่มไหนที่หมออยากให้เลื่อนการฉีดออกไปก่อน?
แม้การฉีดฟิลเลอร์จะปลอดภัยสูงมาก แต่ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ หมอแนะนำให้แจ้งข้อมูลให้หมอทราบล่วงหน้า หรือเลื่อนการทำหัตถการออกไปก่อนเพื่อความปลอดภัยของคุณเองครับ
ผู้ที่เหมาะกับการทำหัตถการนี้
- ผู้ที่มีปัญหาร่องลึก แก้มตอบ คางสั้น หรือใต้ตาดูโทรมกังวลใจ
- ผู้ที่ต้องการปรับแต่งรูปหน้าให้มีมิติ สวยงามเป็นธรรมชาติ
- ผู้ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของใบหน้า โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่
ผู้ที่ควรหลีกเลี่ยงหรือเลื่อนออกไปก่อน
- คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
- ผู้ที่มีประวัติแพ้สารไฮยาลูรอนิกแอซิดอย่างรุนแรง
- บริเวณผิวที่จะฉีดมีแผลอักเสบ ติดเชื้อ หรือเป็นสิวอักเสบรุนแรง
Monophasic vs Biphasic ต่างกันอย่างไร?
เพื่อให้คนไข้เห็นภาพชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุดก่อนตัดสินใจ หมอสรุปเปรียบเทียบความแตกต่างหลัก ๆ ของฟิลเลอร์ทั้ง 2 แบบมาให้ดูตามตารางนี้เลยครับ
ความรู้สึกตอนสัมผัสหลังฉีดของสองแบบนี้ต่างกันแค่ไหน?
ถ้าเราลองเอามือกดผิวบริเวณที่ฉีดเบา ๆ หลังเจลเซ็ตตัวแล้ว ฟิลเลอร์แบบ Monophasic จะให้ความรู้สึกนุ่มนิ่ม ยืดหยุ่น คล้ายกับเนื้อผิวจริงของเรามากจนแทบแยกไม่ออกครับ ส่วนแบบ Biphasic จะมีความแน่นและสู้มือมากกว่า เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่พยุงโครงสร้างผิวเปรียบเสมือนกระดูกทดแทนครับ
| คุณสมบัติ | Monophasic (เนื้อเจลเดียว) | Biphasic (เนื้อเจลผสมเม็ด) |
|---|---|---|
| ลักษณะเนื้อสัมผัส | ละเอียด เรียบเนียน ยืดหยุ่นกลมกลืนดี | มีเม็ดเจลเล็ก ๆ มีแรงสปริงตัวสูง |
| การกระจายตัวใต้ผิว | กระจายตัวสม่ำเสมอ ไม่จับตัวเป็นก้อน | เกาะกลุ่มเป็นทรงชัดเจน ไม่ไหลย้อย |
| จุดที่เหมาะสมที่สุด | ใต้ตา, ริมฝีปาก, รอยเหี่ยวย่นชั้นตื้น | คาง, ขมับ, แก้มส้ม, ร่องแก้มลึก |
| แบรนด์ที่นิยมใช้ในตลาด | Juvederm (บางรุ่น), Belotero (บางรุ่น) | Restylane (บางรุ่น), Neuramis (บางรุ่น) |
ราคาเท่าไร? ใช้กี่ CC/ยูนิต?
ราคาของการฉีดฟิลเลอร์จะขึ้นอยู่กับยี่ห้อ ประเทศผู้ผลิต และจำนวน CC ที่ใช้จริงในแต่ละจุดครับ โดยทั่วไปหมอจะประเมินตามโครงสร้างใบหน้าของคนไข้แต่ละราย เพื่อใช้ปริมาณยาที่พอเหมาะที่สุด ไม่มากและไม่น้อยเกินไปครับ
ทำไมราคาของแต่ละยี่ห้อถึงไม่เท่ากันแม้จะใช้ปริมาณเท่ากัน?
นั่นเป็นเพราะเทคโนโลยีลิขสิทธิ์ในการเชื่อมโยงโมเลกุล (Cross-linking) ของแต่ละแบรนด์ไม่เหมือนกันครับ ฟิลเลอร์กลุ่มพรีเมียมจากอเมริกาหรือสวีเดนจะมีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อน ได้เนื้อเจลที่มีความเสถียรสูงและอยู่ได้นานขึ้น หมอจะเลือกและแนะนำรุ่นที่เหมาะสมกับงบประมาณและบริเวณที่ต้องการแก้ไข เพื่อให้คนไข้ได้รับความคุ้มค่าและปลอดภัยสูงสุดครับ
กี่วันเห็นผล? อยู่ได้นานแค่ไหน?
คนไข้หลายคนมักจะกังวลเรื่องระยะเวลาการฟื้นตัวและการคงอยู่ของฟิลเลอร์ว่าจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปไหม
ทำไมฟิลเลอร์แบบเม็ด (Biphasic) ถึงมักจะสลายตัวช้ากว่า?
ด้วยความที่ฟิลเลอร์แบบ Biphasic มีโครงสร้างโมเลกุลเป็นเม็ดเจลเกาะกลุ่มกันอย่างหนาแน่น ทำให้เอนไซม์ในร่างกายเราเข้าไปย่อยสลายได้ยากกว่าแบบ Monophasic ที่เป็นเนื้อเจลนุ่มเหลวละเอียดครับ แต่อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาจริงยังขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตและการดูแลตัวเองของคนไข้แต่ละคนด้วยนะครับ
- หลังฉีดเสร็จ: จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของรูปทรงได้อย่างชัดเจนทันทีหลังทำ แต่อาจมีรอยเข็มและความตึงบวมจากยาชาเล็กน้อย
- วันที่ 3-5: อาการบวมจากเข็มจะค่อย ๆ ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด เนื้อเจลเริ่มนิ่มกลมกลืนกับผิวมากขึ้น
- วันที่ 14: ฟิลเลอร์จะอุ้มน้ำและเซ็ตตัวเข้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ ได้รูปทรงที่สวยงามและเป็นธรรมชาติที่สุดครับ
เจ็บไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
หมอเข้าใจดีครับว่าคนที่กำลังจะตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรกมักจะกลัวเจ็บและกังวลเรื่องผลข้างเคียงเป็นอันดับหนึ่ง
อาการบวมแดงหลังฉีดแบบไหนที่เรียกว่าปกติ และแบบไหนต้องรีบมาหาหมอ?
อาการบวม แดง หรือเขียวช้ำเล็กน้อยบริเวณรอยเข็มเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้หลังฉีดครับ และจะค่อย ๆ หายไปเองใน 3-7 วัน แต่ถ้าคนไข้มีอาการปวดตื้อรุนแรง ผิวบริเวณที่ฉีดดูซีดขาวผิดปกติ หรือมีตุ่มน้ำตุ่มหนองขึ้น อันนี้ต้องรีบติดต่อมาหาหมอทันทีนะครับ ซึ่งที่เดอไภช์คลินิก หมอและทีมงานจะคอยติดตามอาการของคนไข้อย่างใกล้ชิดอยู่เสมอเพื่อให้คุณอุ่นใจที่สุดครับ
หมออยากเตือนเรื่องฟิลเลอร์หิ้วหรือฟิลเลอร์ปลอมราคาถูกที่แอบอ้างตามอินเทอร์เน็ตครับ เพราะตัวยาเหล่านั้นมักไม่ผ่าน อย. และไม่สลายตัวตามธรรมชาติ ทำให้เกิดการอักเสบ ไหลย้อยเป็นก้อน หรือกลายเป็นพังผืดเกาะแน่นในระยะยาว ซึ่งแก้ไขยากและอันตรายมากครับ
ดูแลตัวเองหลังทำอย่างไร?
เพื่อให้ฟิลเลอร์ที่เราตั้งใจฉีดออกมาได้รูปทรงที่สวยงามและอยู่ได้นานที่สุด การดูแลตัวเองหลังจากกลับบ้านไปก็สำคัญไม่แพ้ตอนฉีดในห้องยาเลยครับ
ดื่มน้ำเยอะ ๆ ช่วยให้ฟิลเลอร์ฟูสวยขึ้นจริงไหม?
เป็นเรื่องจริงและสำคัญมากครับ! เพราะสารไฮยาลูรอนิกมีคุณสมบัติเด่นในการอุ้มน้ำได้ดีมาก การดื่มน้ำสะอาดวันละ 2-3 ลิตรในช่วง 2 สัปดาห์แรกหลังฉีด จะช่วยให้เนื้อเจลฟูตัวได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้รูปทรงดูอวบอิ่ม เรียบเนียน และอยู่ได้ยาวนานขึ้นครับ
- หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือบีบคลึงบริเวณที่ฉีดเพื่อไม่ให้ฟิลเลอร์เสียรูปทรง
- งดการสัมผัสความร้อนสูง เช่น ซาวน่า เลเซอร์หน้า หรือนั่งหน้าเตาหมูกระทะร้อน ๆ ในช่วง 2 สัปดาห์แรก
- ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพการอุ้มน้ำของเจล
ทำฟิลเลอร์ที่พิษณุโลก — de Pry Clinic
สำหรับใครที่กำลังมองหาคลินิกปรับรูปหน้าและฉีดฟิลเลอร์คุณภาพดีในจังหวัดพิษณุโลก หมออยากแนะนำให้แวะเข้ามาปรึกษาพูดคุยกับหมอที่ เดอไภช์คลินิก (de Pry Clinic) ดูก่อนครับ
ทำไมคนไข้หลายคนยอมขับรถไกลมาให้หมอ Time ดูแลที่เดอไภช์คลินิก?
หมอตั้งใจนำความรู้ ประสบการณ์ และเทคนิคการปรับรูปหน้าอย่างปลอดภัยมาดูแลคนที่นี่ เพื่อให้คุณได้รับการดูแลที่ดีใกล้บ้าน โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลไปถึงกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นคนไข้ในพื้นที่หรือจังหวัดใกล้เคียงอย่าง พิจิตร, สุโขทัย, อุตรดิตถ์, กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ ต่างก็ไว้วางใจให้หมอช่วยดูแลไขข้อข้องใจและปรับรูปหน้าให้
ที่สำคัญคือ หมอเป็นเจ้าของคลินิกเอง ดูแลคนไข้ด้วยตัวเองอย่างซื่อสัตย์ทุกเคส ตั้งแต่ประเมินใบหน้า เลือกประเภทฟิลเลอร์ให้ตรงจุด ผสมยาต่อหน้า ตรวจสอบรหัสกล่องของแท้ร่วมกันก่อนเปิดฉีด ไปจนถึงการนัดติดตามอาการหลังทำอย่างใส่ใจ ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร หมอก็อยู่ตรงนี้ ดูแลคุณต่ออย่างอบอุ่น ไม่ทิ้งคนไข้แน่นอนครับ
ที่เดอไภช์คลินิก เราใช้เฉพาะฟิลเลอร์แท้ผ่าน อย. ไทย ตรวจสอบได้ทุกกล่องเท่านั้น หมอจะสอนวิธีเช็กกล่องแท้ให้คนไข้ดูอย่างละเอียดก่อนเปิดขวดฉีดทุกครั้ง เพื่อให้คุณมั่นใจและสบายใจที่สุดในความปลอดภัยครับ
คำถามที่พบบ่อย
1. ฟิลเลอร์ Monophasic กับ Biphasic แบบไหนเจ็บกว่ากันตอนฉีด?
ความเจ็บไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างเจลครับ แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ฉีดและการใช้ยาชา โดยฟิลเลอร์แท้ส่วนใหญ่จะผสมยาชามาให้อยู่แล้วในหลอด ทำให้รู้สึกตึง ๆ เท่านั้นขณะทำครับ
2. ถ้าฉีดฟิลเลอร์แบบ Biphasic ไปแล้วรู้สึกแข็งเกินไป สามารถฉีดสลายได้ไหม?
สามารถฉีดสลายได้ครับ หากเป็นฟิลเลอร์แท้กลุ่มไฮยาลูรอนิก (HA) ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างแบบไหน ก็สามารถใช้ตัวยาสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase) ฉีดละลายออกได้เป็นส่วนใหญ่ (ผลขึ้นอยู่กับดุลยพินิจแพทย์) ครับ
3. สามารถฉีดฟิลเลอร์พร้อมกับการทำโปรแกรมโบท็อกซ์ได้ไหม?
สามารถทำร่วมกันได้ในวันเดียวกันเลยครับ โดยหมอมักจะวางแผนฉีดโปรแกรมโบท็อกซ์เพื่อคลายกล้ามเนื้อร่วมกับการเติมฟิลเลอร์ในจุดที่ต้องการปรับโครงสร้างหน้า เพื่อผลลัพธ์ที่ดูละมุนและเป็นธรรมชาติที่สุดครับ
4. สำหรับคนเพิ่งเคยฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก ควรเลือกใช้โครงสร้างแบบไหนดี?
หมอแนะนำให้เลือกตามจุดที่ต้องการแก้ไขเป็นหลักครับ หากกังวลเรื่องใต้ตาหรือปากก็เริ่มด้วย Monophasic เนื้อนุ่มละมุน แต่หากกังวลเรื่องคางสั้นหรือร่องแก้มลึกก็ใช้ Biphasic เพื่อพยุงผิวครับ โดยหมอจะเป็นผู้ประเมินและเลือกแบบที่เหมาะสมที่สุดให้เองครับ
5. ฟิลเลอร์จะไหลย้อยผิดรูปไหมหากเราเผลอนอนตะแคงหลังฉีดทันที?
ในช่วง 2-3 วันแรก ฟิลเลอร์ยังอยู่ในช่วงเซ็ตตัว หมอจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการนอนกดทับแรง ๆ หรือนอนตะแคงแบบเบียดใบหน้ามากเกินไป เพื่อป้องกันการเคลื่อนตัวผิดรูปของฟิลเลอร์ครับ
6. คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรสามารถฉีดฟิลเลอร์ได้หรือไม่?
เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย หมอแนะนำให้งดการฉีดฟิลเลอร์และหัตถการความงามทุกชนิดในช่วงให้นมบุตรไปก่อนครับ รอให้หย่านมเรียบร้อยแล้วค่อยกลับมาดูแลผิวพรรณกันนะครับ
แหล่งอ้างอิง
นี่คือแหล่งข้อมูลที่หมอใช้เขียนบทความนี้ครับ — คลิกอ่านต้นฉบับได้เลย:
- PubMed Central — การศึกษาเปรียบเทียบคุณสมบัติทางกายภาพและชีวภาพของฟิลเลอร์โครงสร้างต่าง ๆ: ncbi.nlm.nih.gov
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) — ตรวจสอบรายชื่อเครื่องมือแพทย์และสารเติมเต็มผิวหนังที่ผ่านการรับรองในไทย: fda.moph.go.th
- WebMD — ข้อมูลการใช้งาน ความปลอดภัย และการดูแลตนเองหลังทำหัตถการเติมเต็มผิว: webmd.com



