
- การถอดซิลิโคนเสริมหน้าอก (Breast Implant Removal) คืออะไร?
- การถอดซิลิโคนเสริมหน้าอกช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง?
- เหมาะกับใคร? ใครไม่ควรทำ?
- ถุงน้ำเกลือ vs ซิลิโคนเจล ต่างกันอย่างไรเมื่อเสื่อมสภาพ?
- ราคาเท่าไร? ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
- กี่วันเห็นผล? ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังถอด?
- เจ็บไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้างหลังถอดซิลิโคน?
- ดูแลตัวเองหลังทำอย่างไร?
- ถอดซิลิโคนหน้าอกที่พิษณุโลก: de Pry Clinic
- คำถามที่พบบ่อย
- แหล่งอ้างอิง
หมอเชื่อว่าหลายคนที่เคยเสริมหน้าอกไปแล้ว หรือกำลังศึกษาข้อมูลอยู่ พอได้เห็นข่าวผู้หญิงต่างประเทศแชร์คลิปถุงซิลิโคนเก่าที่มีคราบสีดำลอยเคว้งคว้างอยู่ข้างใน คงรู้สึกกังวลใจไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ เคสของ "ลอเรน" หญิงสาวชาวเท็กซัสที่ตัดสินใจผ่าตัดถอดเต้านมเทียมออกแล้วช็อกเพราะเจอ "ก้อนเชื้อราดำ" (Mold) ลอยเด่นอยู่ในถุงน้ำเกลือทั้งสองข้าง กลายเป็นประเด็นที่คนไข้ส่งเข้ามาถามหมอเยอะมากในสัปดาห์นี้
หมออยากให้ทุกคนสูดหายใจเข้าลึก ๆ และลืมความกลัวไปก่อนครับ วันนี้หมอ Time จะมาแกะรอยเรื่องนี้อย่างละเอียดจากมุมมองของศัลยแพทย์ เพื่อให้คุณเข้าใจความจริงทางการแพทย์ และรู้วิธีสังเกตตัวเองอย่างถูกต้องครับ
- เชื้อราในถุงเต้านมเทียมเกิดขึ้นได้จริง แต่พบน้อยมาก ๆ และมักเกิดกับ "ถุงน้ำเกลือรุ่นเก่า" ที่มีรอยปริขนาดจิ๋ว
- ภาวะ BII (Breast Implant Illness) คือกลุ่มอาการที่คนไข้บางรายรายงานว่าดีขึ้นหลังถอดซิลิโคน แต่ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อสรุปเชิงสาเหตุแน่ชัด
- ในประเทศไทย สิ่งที่น่ากังวลและเจอรุนแรงกว่าคือ "ซิลิโคนเหลวฉีด" ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งสร้างพังผืดลามลึกเข้ากล้ามเนื้อ
การถอดซิลิโคนเสริมหน้าอก (Breast Implant Removal) คืออะไร?
คนไข้หลายท่านเดินเข้ามาหาหมอที่คลินิกด้วยความกังวลว่า "หมอคะ ถ้าหนูอยากเอาซิลิโคนออก มันคือการผ่าตัดใหญ่ที่น่ากลัวมากไหม" หมออยากอธิบายว่า การถอดซิลิโคนเสริมหน้าอก หรือทางการแพทย์เรียกว่า Explant Surgery คือการผ่าตัดเอาเต้านมเทียมที่เคยใส่ไว้ออกมาครับ ซึ่งวิธีผ่าตัดจะขึ้นอยู่กับสภาพของเนื้อเยื่อรอบ ๆ ถุงซิลิโคนในขณะนั้น
เมื่อเราใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อประเภทพังผืดขึ้นมาล้อมรอบถุงซิลิโคนนั้นไว้เสมอ เรียกว่า Capsule เวลาที่หมอทำการผ่าตัดถอดออก หมอจึงไม่ได้ดูแค่ตัวถุงซิลิโคน แต่ต้องประเมินพังผืดรอบ ๆ ด้วยว่าจะจัดการอย่างไร โดยแบ่งออกเป็นหลายระดับ ตั้งแต่การเอาออกเฉพาะถุงซิลิโคน ไปจนถึงการเลาะพังผืดออกทั้งหมดแบบเป็นแผ่นเดียวกัน (Total/En bloc Capsulectomy) ในกรณีที่พังผืดนั้นหนาตัวหรือเกิดการเสื่อมสภาพของซิลิโคนด้านใน
การถอดซิลิโคนเสริมหน้าอกช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง?
มีข้อสงสัย? หมอ Time ดูแลเฉพาะบุคคล ปรึกษาฟรี ไม่ยัดเยียดคอร์ส
ปรึกษาผ่าน LINEหลายคนอาจคิดว่าคนเราจะถอดหน้าอกออกเฉพาะตอนที่ซิลิโคนรั่วหรือแตกเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วในชีวิตการทำงานของหมอ คนไข้ตัดสินใจเข้ามาถอดด้วยเหตุผลที่หลากหลายมากครับ
คนไข้หลายคนเลือกที่จะถอดออกเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป หรือรู้สึกว่าขนาดหน้าอกที่ใหญ่เกินไปไม่เหมาะกับสรีระในปัจจุบันแล้ว ซึ่งการถอดออกช่วยให้พวกเขากลับมารู้สึกคล่องตัวและสบายตัวขึ้นอย่างมากครับ
อาการทางกายที่ทำให้คนไข้ตัดสินใจมาปรึกษาหมอเพื่อถอดออก
- พังผืดรัดตึงรุนแรง (Capsular Contracture): ทำให้เต้านมเบี้ยว ผิดรูป แข็งเป็นก้อน หรือมีอาการเจ็บปวดเรื้อรัง
- ซิลิโคนเสื่อมสภาพหรือแตกซึม (Implants Rupture): โดยเฉพาะเต้านมเทียมรุ่นเก่าที่มีอายุการใช้งานเกิน 10-15 ปีขึ้นไป
- กลุ่มอาการไม่พึงประสงค์ทั่วร่างกาย (Breast Implant Illness - BII): เช่น อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง สมองล้า (Brain Fog) ผื่นแพ้ไม่ทราบสาเหตุ หรือปวดตามข้อ ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะค่อย ๆ ดีขึ้นหลังจากได้รับการผ่าตัดถอดเต้านมเทียมออก
เหมาะกับใคร? ใครไม่ควรทำ?
แม้ว่าการผ่าตัดถอดซิลิโคนจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้ที่มีปัญหา แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเข้ารับการผ่าตัดได้โดยไม่ประเมินความพร้อมล่วงหน้าครับ
ผู้ที่เหมาะกับการเข้ารับการผ่าตัดถอด
- ผู้ที่มีผลตรวจอัลตราซาวด์หรือ MRI ชัดเจนว่าซิลิโคนรั่วซึม
- มีปัญหาพังผืดรัดเต้านมในระดับรุนแรง (Baker Grade III/IV) จนเจ็บหรือผิดรูป
- ผู้ที่มีอาการเข้าข่ายภาวะ BII และผ่านการตรวจหาสาเหตุอื่นทางอายุรกรรมแล้วไม่พบ
- ต้องการปรับเปลี่ยนสรีระกลับสู่ธรรมชาติ
ผู้ที่ควรเลื่อนการผ่าตัดหรือประเมินอย่างละเอียดก่อน
- ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด (ต้องรักษาการติดเชื้อให้เสถียรก่อน ยกเว้นกรณีติดเชื้อจากเต้านมเทียมโดยตรง)
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวร้ายแรงที่ยังควบคุมไม่ได้ เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
- มีความคาดหวังว่าหน้าอกจะกระชับสวยงามเหมือนก่อนเสริม โดยไม่พร้อมยอมรับรอยแผลหรือความหย่อนคล้อยที่อาจเกิดขึ้น
ถุงน้ำเกลือ vs ซิลิโคนเจล ต่างกันอย่างไรเมื่อเสื่อมสภาพ?
กลับมาที่ประเด็น "เชื้อราดำ" ในเคสข่าวต่างประเทศกันครับ เคสนั้นคนไข้ใส่เต้านมเทียมชนิด "ถุงน้ำเกลือ" (Saline Implants) ซึ่งมีความแตกต่างจาก "ซิลิโคนเจล" (Cohesive Gel) ที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเกิดการเสื่อมสภาพหรือแตกรั่ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายจึงไม่เหมือนกัน ดังที่หมอสรุปไว้ในตารางนี้ครับ
| ลักษณะทางกายภาพ | เต้านมเทียมชนิดถุงน้ำเกลือ (Saline) | เต้านมเทียมชนิดซิลิโคนเจล (Cohesive Gel) |
|---|---|---|
| สิ่งบรรจุภายใน | น้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Sterile Saline) | ซิลิโคนเจลเหนียวข้น เกาะตัวกันแน่น |
| เมื่อเกิดการรั่วซึม | น้ำเกลือจะซึมออก ร่างกายดูดซึมได้ปลอดภัย หน้าอกจะแฟบลงอย่างเห็นได้ชัดในเวลาไม่กี่วัน | เจลจะยังเกาะตัวอยู่ข้างในพังผืด มักไม่มีอาการแสดงภายนอกชัดเจน (Silent Rupture) |
| ความเสี่ยงเรื่องเชื้อรา | มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า หากมีรอยรั่วซึมขนาดเล็ก (Micro-leak) ความชื้นและสภาพแวดล้อมภายในถุงเอื้อให้สปอร์เชื้อราเติบโตได้ | พบน้อยมากจนแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเนื้อเจลมีความหนาแน่นสูง ไม่มีสภาวะของเหลวอิสระให้เชื้อราเพาะตัว |
| การตรวจพบความผิดปกติ | สังเกตด้วยตาเปล่าได้ง่ายเพราะหน้าอกแฟบลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 1-2 วัน | ต้องอาศัยการตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) หรือ MRI สม่ำเสมอ |
ราคาเท่าไร? ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดถอดซิลิโคนหน้าอกไม่ได้มีตัวเลขที่ตายตัวครับ เนื่องจากความยากง่ายในแต่ละเคสแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยทั่วไปในประเทศไทย ค่าใช้จ่ายจะเริ่มต้นตั้งแต่ 40,000 ไปจนถึง 120,000+ บาท
ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาผ่าตัด
- ความจำเป็นในการเลาะพังผืด: หากพังผืดหนามากและต้องเลาะออกทั้งหมดแบบละเอียด (En bloc) ผู้วิเคราะห์และลงมือผ่าตัดต้องใช้เวลาและความละเอียดสูงมาก ค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามความซับซ้อนครับ
- การดมยาสลบ: การผ่าตัดแบบนี้จำเป็นต้องทำภายใต้การดูแลของวิสัญญีแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคนไข้
- การศัลยกรรมยกกระชับร่วมด้วย (Mastopexy): ในคนไข้บางรายที่ถอดซิลิโคนออกแล้วผิวหนังหย่อนคล้อยมาก อาจต้องการผ่าตัดตกแต่งผิวหนังส่วนเกินออกไปพร้อมกันในรอบเดียว
กี่วันเห็นผล? ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังถอด?
หลังตื่นจากยาสลบ สิ่งแรกที่คนไข้ส่วนใหญ่บอกหมอคือ "เบาตัวขึ้นเหมือนยกภูเขาออกจากอก" อาการแน่นหน้าอกหรือความรู้สึกตึงรั้งจะค่อย ๆ ลดลงตั้งแต่วันแรกหลังผ่าตัดครับ แต่ในแง่ของสรีระและอาการทางระบบอื่น ๆ จะมีไทม์ไลน์การเปลี่ยนแปลงดังนี้ครับ
-
สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด:
หน้าอกจะยังมีความระบมและบวมจากการผ่าตัด รูปทรงอาจจะดูแบนราบหรือย่นชั่วคราวเนื่องจากเนื้อเยื่อรอบ ๆ ยังไม่เข้าที่
-
ช่วง 1 - 3 เดือน:
อาการบวมช้ำจะหายไปเกือบทั้งหมด ผิวหนังที่เคยขยายตัวจะเริ่มหดกระชับกลับเข้ามาตามธรรมชาติ (Skin Retraction) ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับสมดุลใหม่ หากมีอาการของ BII คนไข้หลายคนมักรายงานว่ารู้สึกสดชื่นขึ้น สมองโปร่งขึ้นในช่วงนี้ครับ
-
เดือนที่ 6 เป็นต้นไป:
รูปทรงหน้าอกจะคงที่ ผังผืดภายในสมานตัวสมบูรณ์ รอยแผลผ่าตัดจะเริ่มจางลงเป็นเส้นบาง ๆ หากดูแลอย่างถูกวิธี
เจ็บไหม? มีผลข้างเคียงอะไรบ้างหลังถอดซิลิโคน?
ความกังวลเรื่องความเจ็บปวดเป็นเรื่องธรรมดามากครับ แต่หมออยากให้คุณเบาใจได้เลยว่า การผ่าตัดถอดซิลิโคนนั้นเจ็บน้อยกว่าตอนเสริมใหม่ ๆ อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเราไม่ได้ไปทำการยืดขยายกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเต้านมอีกต่อไป แต่เป็นการลดปริมาตรลง ความตึงของแผลจึงน้อยกว่ามากครับ
แม้จะเป็นการผ่าตัดถอดออก แต่ก็ยังมีความเสี่ยงเช่นเดียวกับการผ่าตัดทั่วไป เช่น ภาวะเลือดออกใต้ผิวหนัง (Hematoma) การสะสมของน้ำเหลือง (Seroma) หรือการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด ดังนั้น การปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ
ดูแลตัวเองหลังทำอย่างไร?
เพื่อให้แผลหายไวและลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน หมอขอสรุปกฎเหล็กในการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดที่คนไข้ของหมอทุกคนต้องจำให้ขึ้นใจครับ
- ใส่ Support Bra อย่างเคร่งครัด: ช่วยพยุงเนื้อเยื่อและลดช่องว่างใต้ผิวหนัง ป้องกันการสะสมของน้ำเหลืองได้ดีที่สุด
- งดยกของหนักและออกกำลังกายหักโหม: เป็นเวลาอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลภายในฉีกขาดหรือมีเลือดออกซ้ำ
- ดูแลแผลให้แห้งสะอาด: ห้ามแผลโดนน้ำจนกว่าหมอจะอนุญาต และเข้าพบหมอตามนัดทุกครั้งเพื่อตรวจเช็กความเรียบร้อย
ถอดซิลิโคนหน้าอกที่พิษณุโลก: de Pry Clinic
สำหรับคนไข้ในจังหวัด พิษณุโลก รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงอย่าง สุโขทัย, พิจิตร, อุตรดิตถ์, กำแพงเพชร, และเพชรบูรณ์ ที่กำลังเผชิญความกังวลใจเกี่ยวกับเต้านมเทียมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความกังวลเรื่องอายุการใช้งานของถุงซิลิโคน หรือเริ่มรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติทางร่างกายที่หาสาเหตุไม่ได้
คุณวางใจได้เลยครับว่าที่เดอไภช์คลินิก คุณจะได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียดและตรงไปตรงมาโดยตัวหมอเอง หมอตั้งใจนำความรู้และเทคนิคการผ่าตัดที่ปลอดภัยกลับมาดูแลพี่น้องในเขตภาคเหนือตอนล่าง เพื่อให้ทุกคนได้รับการรักษาที่ได้มาตรฐานใกล้บ้าน ไม่ว่าผลการตรวจจะเป็นอย่างไร หมอก็อยู่ตรงนี้ พร้อมดูแลและวางแผนการรักษาเคียงข้างคุณเสมอ ไม่หายไปไหนแน่นอนครับ
ในประเทศไทยเรา สิ่งที่หมอมักเจอในเคสที่ "เยิน" หรือเสียหายหนักจริง ๆ และพบบ่อยกว่าเคสเชื้อราดำในถุงน้ำเกลือมาก คือเคสที่ไป "ฉีดซิลิโคนเหลว" กับหมอกระเป๋าหรือคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐานในอดีตครับ สารพวกนี้จะแทรกซึมเข้าไปในเนื้อเยื่อเต้านมและกล้ามเนื้อจนกลายเป็นก้อนแข็งอักเสบ ซึ่งการผ่าตัดขูดออกมีความซับซ้อนสูงมาก ดังนั้น หากคุณมีประวัติเคยฉีดสารแปลกปลอมเข้าเต้านม หรือใส่ซิลิโคนมานานเกิน 10 ปี หมอแนะนำให้เข้ามาปรึกษาเพื่อตรวจเช็กสภาพเต้านมโดยเร็วที่สุดครับ
คำถามที่พบบ่อย
Q: ถ้าถอดซิลิโคนออกแล้ว หน้าอกจะดูแฟบหรือหย่อนคล้อยมากไหม?
A: ขึ้นอยู่กับขนาดของซิลิโคนเดิมและความยืดหยุ่นของผิวหนังคนไข้ครับ หากเดิมใส่ซิลิโคนขนาดใหญ่มาก ผิวหนังอาจจะมีความหย่อนคล้อยคล้ายถุงกาแฟในช่วงแรก แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ปรับตัวหดกระชับขึ้นได้เองบางส่วนใน 3-6 เดือน หรือบางเคสอาจพิจารณาผ่าตัดยกกระชับหน้าอกร่วมด้วยเพื่อทรงที่สวยงามครับ
Q: ภาวะ Breast Implant Illness (BII) ป้องกันได้อย่างไร?
A: ปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกัน BII ได้ 100% เนื่องจากยังไม่ทราบกลไกการเกิดที่แน่ชัด สิ่งที่ดีที่สุดคือการเลือกใช้เต้านมเทียมที่ผ่านการรับรองจาก อย. อย่างถูกต้อง ผ่าตัดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และตรวจเช็กสภาพหน้าอกเป็นประจำเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติครับ
Q: ถอดซิลิโคนแล้วจำเป็นต้องใส่สายระบายเลือดไหม?
A: ไม่จำเป็นต้องใส่ในทุกเคสครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณเลือดและน้ำเหลืองที่ซึมออกมาระหว่างผ่าตัด หากหมอประเมินแล้วว่ามีการเลาะพังผืดออกเป็นวงกว้าง การใส่สายระบายเลือดไว้ประมาณ 1-3 วันจะช่วยลดอาการบวมช้ำและป้องกันการสะสมของน้ำเหลืองใต้แผลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าครับ
Q: สามารถใส่ซิลิโคนใหม่เข้าไปแทนที่ในการผ่าตัดครั้งเดียวกันได้ไหม?
A: ในกรณีที่ถอดออกเพราะซิลิโคนเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งานปกติ โดยไม่มีการติดเชื้อหรือพังผืดหดรัดรุนแรง สามารถทำความสะอาดช่องผ่าตัดเดิมและใส่ถุงซิลิโคนเจลใหม่เข้าไปแทนที่ในการผ่าตัดรอบเดียวกันได้เลยครับ แต่หากมีการติดเชื้อ จำเป็นต้องถอดพักไว้ก่อนอย่างน้อย 3-6 เดือนครับ
Q: นัดปรึกษาหมอ Time เพื่อตรวจประเมินเบื้องต้นต้องทำอย่างไรบ้าง?
A: คนไข้สามารถติดต่อเข้ามานัดหมายล่วงหน้าได้ที่เดอไภช์คลินิกครับ หมอแนะนำให้นำประวัติการผ่าตัดเดิม หรือเอกสารกล่องซิลิโคนเดิม (ถ้ามี) ติดตัวมาด้วย เพื่อให้หมอใช้ประกอบการประเมินและวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยที่สุดครับ
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทางการแพทย์ทั่วไปเพื่อให้คุณเข้าใจภาพรวมเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยเฉพาะบุคคล เพราะสภาพร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน หมอแนะนำให้ ปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์โดยตรงก่อนตัดสินใจผ่าตัดหรือเปลี่ยนถุงซิลิโคนทุกครั้ง เพื่อให้ได้การประเมินที่ตรงกับเคสของคุณจริง ๆ ครับ
แหล่งอ้างอิง
นี่คือแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่หมอใช้ศึกษาและอ้างอิงเพื่อเขียนบทความนี้ครับ คุณสามารถคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลต้นฉบับเพิ่มเติมเพื่อความมั่นใจได้เลยครับ:
- U.S. FDA ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของเต้านมเทียม รวมถึงอาการ BII: fda.gov
- Breastcancer.org คู่มือการปฏิบัติตัวและสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการผ่าตัดถอดเต้านมเทียม (Explant Surgery): breastcancer.org
- PubMed (NCBI) รายงานพยาธิวิทยาของปฏิกิริยาเนื้อเยื่อต่อซิลิโคนที่รั่วซึมและการเกิดก้อนพังผืด (Siliconoma): pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
- PubMed Central (NCBI) บทความวิชาการเกี่ยวกับกลไกการเติบโตของเชื้อรากลุ่ม Filamentous Fungi ในเยื่อหุ้มเต้านมเทียม (Breast Implant Capsule): pmc.ncbi.nlm.nih.gov
- PubMed (NCBI) รายงานเคส Aspergillus flavus เติบโตภายในถุงซิลิโคนน้ำเกลือ (saline-filled implant) ซึ่งตรงกับภาวะที่พบในเคสข่าวต่างประเทศ (กรกฎาคม 2569): pubmed.ncbi.nlm.nih.gov
